หน้ากากออกซิเจน เป็นอุปกรณ์ที่พบได้ทั้งในโรงพยาบาลและสถานที่ที่ต้องการการดูแลผู้ป่วย หลายคนอาจคุ้นกับหน้ากากใสที่ใช้ครอบจมูกและปาก แต่เมื่อเห็นบางรุ่นมีถุงห้อยอยู่ด้านล่าง หรือบางรุ่นมีช่องพลาสติกสีต่าง ๆ ติดอยู่ ก็อาจสงสัยว่าทำไมหน้ากากถึงหน้าตาไม่เหมือนกัน ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่แยกรุ่นสินค้า แต่เกี่ยวข้องกับวิธีจ่ายออกซิเจนและระดับความเข้มข้นที่ผู้ป่วยจะได้รับ จึงควรรู้จักหน้ากากแต่ละประเภทก่อนเลือกอุปกรณ์มาใช้งาน
หน้ากากออกซิเจนคืออะไร ใช้ทำหน้าที่อะไร?
หน้ากากออกซิเจน (Oxygen Mask) คืออุปกรณ์ที่ครอบบริเวณจมูกและปาก เพื่อส่งออกซิเจนจากแหล่งจ่ายเข้าสู่ทางเดินหายใจของผู้ป่วย โดยเชื่อมต่อผ่านสายออกซิเจนกับอุปกรณ์ เช่น ถังออกซิเจนหรือเครื่องผลิตออกซิเจนตามรูปแบบที่กำหนด
หน้ากากไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนด้วยตัวเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการให้ออกซิเจนเสริม ซึ่งประกอบด้วยแหล่งจ่าย อุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหล และอุปกรณ์ที่นำออกซิเจนไปถึงผู้ป่วย การใช้ ออกซิเจนช่วยหายใจ จึงต้องเลือกให้สัมพันธ์กันทั้งระบบ ไม่ใช่เลือกหน้ากากเพียงอย่างเดียว
หน้ากากแต่ละแบบมีโครงสร้างต่างกันเพื่อรองรับความต้องการออกซิเจนที่แตกต่างกัน บางแบบให้ออกซิเจนผสมกับอากาศภายในห้อง ขณะที่บางแบบออกแบบให้จ่ายออกซิเจนในความเข้มข้นสูงขึ้น หรือควบคุมความเข้มข้นได้เฉพาะเจาะจงตามแผนการรักษา
หน้ากากออกซิเจนมีกี่แบบ รู้จักประเภทที่ใช้กันบ่อย
หากแบ่งตามรูปแบบการให้ออกซิเจน จะพบหน้ากากที่ใช้บ่อย 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Simple Oxygen Mask, หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงสำรอง และ Venturi Mask นอกจากนี้ยังมีหน้ากากเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยที่เจาะคอ ซึ่งออกแบบมาสำหรับตำแหน่งทางเดินหายใจที่แตกต่างจากหน้ากากทั่วไป
1. หน้ากากออกซิเจนแบบธรรมดา (Simple Oxygen Mask)
เป็นหน้ากากพลาสติกใสที่ครอบจมูกและปาก มีสายต่อรับออกซิเจนและช่องด้านข้างสำหรับระบายลมหายใจออก รวมถึงรับอากาศจากภายนอกเข้ามาผสมกับออกซิเจนที่จ่ายจากเครื่องหรือถัง
ลักษณะสำคัญ
- ไม่มีถุงสำรองออกซิเจนติดอยู่ใต้หน้ากาก
- มีช่องระบายลมหายใจออกบริเวณด้านข้าง
- ความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้รับเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราการไหล การสวมหน้ากาก และลักษณะการหายใจ
หน้ากากประเภทนี้ใช้เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมผ่านหน้ากาก โดยแนวทางสำหรับผู้ใหญ่ระบุช่วงอัตราการไหลที่ใช้กับ Simple Mask โดยทั่วไปประมาณ 5–10 ลิตรต่อนาที ไม่ควรลดต่ำกว่าช่วงขั้นต่ำที่กำหนด เพราะอาจเพิ่มโอกาสสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกกลับเข้าไปอีกครั้ง
2. หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงสำรอง (Reservoir Mask)
สังเกตได้จากถุงพลาสติกที่ต่ออยู่ใต้หน้ากาก ทำหน้าที่เก็บออกซิเจนจากแหล่งจ่ายไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้มีออกซิเจนพร้อมสำหรับผู้ป่วยขณะหายใจเข้า หน้ากากกลุ่มนี้มีหลายรูปแบบ โดยชนิดที่พบในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินคือ Non-Rebreather Mask (NRB) ซึ่งมีระบบวาล์วช่วยจำกัดการไหลย้อนกลับของลมหายใจออก
ลักษณะสำคัญ
- มีถุงสำรองออกซิเจนอยู่ใต้หน้ากาก
- ออกแบบมาเพื่อจ่ายออกซิเจนในความเข้มข้นสูงกว่าหน้ากากแบบธรรมดา
- ชนิด Non-Rebreather มีวาล์วที่ช่วยลดการนำอากาศที่หายใจออกกลับมาสูดซ้ำ
หน้ากากประเภทนี้ใช้เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมผ่านหน้ากาก โดยแนวทางสำหรับผู้ใหญ่ระบุช่วงอัตราการไหลที่ใช้กับ Simple Mask โดยทั่วไปประมาณ 5–10 ลิตรต่อนาที ไม่ควรลดต่ำกว่าช่วงขั้นต่ำที่กำหนด เพราะอาจเพิ่มโอกาสสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกกลับเข้าไปอีกครั้ง
3. หน้ากากออกซิเจนแบบเวนจูรี (Venturi Mask)
หน้ากากชนิดนี้มีอุปกรณ์ควบคุมการผสมระหว่างออกซิเจนกับอากาศภายนอก เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของออกซิเจนตามค่าที่กำหนด จึงมักเห็นชิ้นส่วนหรือหัวต่อสีต่าง ๆ ติดอยู่กับระบบจ่ายออกซิเจน
ลักษณะสำคัญ
- ออกแบบให้ควบคุมความเข้มข้นของออกซิเจนได้ค่อนข้างแน่นอน
- มีหัวต่อหรือระบบตั้งค่าความเข้มข้นตามรูปแบบของผู้ผลิต
- ใช้ในกรณีที่แพทย์ต้องการควบคุมปริมาณออกซิเจนอย่างเฉพาะเจาะจง
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงต่อภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง อาจต้องได้รับออกซิเจนโดยควบคุมความเข้มข้นและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรคปอดทุกคนจำเป็นต้องใช้ Venturi Mask
สิ่งที่ต้องระวังคือ สีของหัวต่อและอัตราการไหลต้องอ้างอิงข้อมูลที่ระบุบนอุปกรณ์หรือคู่มือของรุ่นนั้น ไม่ควรจำสีจากหน้ากากคนละยี่ห้อแล้วนำมาใช้แทนกัน
4. หน้ากากออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยเจาะคอ (Tracheostomy Mask)
หน้ากากประเภทนี้ไม่ได้ครอบจมูกและปากเหมือนสามประเภทแรก แต่ใช้บริเวณช่องเปิดทางเดินหายใจที่คอสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการเจาะคอ
การให้ออกซิเจนจึงต้องใช้อุปกรณ์ที่ตรงกับลักษณะทางเดินหายใจของผู้ป่วย และอาจมีระบบเพิ่มความชื้นตามแผนการรักษา เพราะอากาศไม่ได้ผ่านจมูกและทางเดินหายใจส่วนบนตามปกติ
หน้ากากชนิดนี้เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่ควรนำหน้ากากครอบจมูกและปากทั่วไปมาใช้แทน
หน้ากากออกซิเจนกับสายออกซิเจนทางจมูก ต่างกันอย่างไร?
อีกอุปกรณ์ที่มักถูกพูดถึงพร้อมหน้ากากคือ Nasal Cannula หรือสายให้ออกซิเจนทางจมูก ซึ่งมีลักษณะเป็นสายขนาดเล็กพร้อมปลายสองข้างสำหรับสอดบริเวณรูจมูก ไม่ได้ครอบทั้งจมูกและปากเหมือนหน้ากาก
สายประเภทนี้ทำให้ผู้ป่วยพูด รับประทานอาหาร และดื่มน้ำได้สะดวกกว่าการสวมหน้ากาก จึงเป็นอุปกรณ์ที่พบได้บ่อยในการให้ออกซิเจนที่บ้านตามแผนการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนสามารถเปลี่ยนจากหน้ากากมาใช้สายจมูกได้ทันที เพราะความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้รับและช่วงอัตราการไหลของอุปกรณ์ต่างกัน
ก่อนเลือกหน้ากากออกซิเจน ควรเช็กอะไรให้เหมาะกับผู้ป่วย?
แม้หน้ากากแต่ละแบบจะมีหน้าที่ชัดเจน แต่การเลือกใช้งานจริงยังต้องดูความต้องการของผู้ป่วยและแหล่งจ่ายออกซิเจนร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเตรียมอุปกรณ์กลับไปดูแลที่บ้าน
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกอุปกรณ์
- ชนิดหน้ากากที่แพทย์กำหนด ควรรู้ให้ชัดว่าใช้หน้ากากแบบธรรมดา แบบมีถุงสำรอง หรืออุปกรณ์ชนิดอื่น เพราะไม่สามารถใช้แทนกันได้ทุกกรณี
- อัตราการไหลที่ต้องใช้ ต้องสัมพันธ์กับชนิดหน้ากากและแผนการรักษา ไม่ควรปรับลดเองเพื่อประหยัดออกซิเจน
- ขนาดและความพอดีกับใบหน้า หน้ากากควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่หลวมหรือกดทับใบหน้ามากเกินไป
- ความเข้ากันของสายและแหล่งจ่ายออกซิเจน ต้องตรวจว่าข้อต่อและระบบจ่ายรองรับอุปกรณ์ที่กำลังใช้อยู่
- สภาพของหน้ากากและสาย หากพบรอยแตก สายชำรุด หรือวาล์วของหน้ากากเฉพาะทางผิดปกติ ควรให้ผู้ดูแลอุปกรณ์ตรวจสอบก่อนใช้งาน
เรื่องขนาดและกำลังจ่ายของแหล่งออกซิเจนก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้หน้ากากร่วมกับ ถังออกซิเจนทางการแพทย์ ซึ่งต้องมีชุดควบคุมแรงดันและอัตราการไหลให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ ส่วน เครื่องผลิตออกซิเจน ต้องตรวจสเปกของรุ่นนั้นด้วยว่าสามารถรองรับอัตราการไหลที่กำหนดได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงนำหน้ากากมาต่อแล้วถือว่าใช้งานร่วมกันได้ทันที
สำหรับผู้ป่วยที่ต้องติดตามระดับออกซิเจนระหว่างใช้งาน ค่าออกซิเจนปลายนิ้ว เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ช่วยติดตามผลตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ไม่ควรใช้ตัวเลขจากการวัดเพียงครั้งเดียวมาตัดสินใจเปลี่ยนหน้ากากหรือเพิ่มอัตราการไหลด้วยตนเอง
เลือกอุปกรณ์ให้ออกซิเจนกับ Queenmed ให้ตรงกับการใช้งาน
สำหรับครอบครัวที่ได้รับคำแนะนำให้ดูแลผู้ป่วยด้วยออกซิเจนที่บ้าน Queenmed Group มีอุปกรณ์ในระบบให้ออกซิเจน เช่น ถังออกซิเจนหลายขนาด ชุดเกจ์ควบคุมแรงดัน และเครื่องผลิตออกซิเจน โดยสามารถนำข้อมูลชนิดหน้ากากและอัตราการไหลที่แพทย์กำหนดมาใช้ประกอบการสอบถามอุปกรณ์ให้เข้ากันได้
หากกำลังจัดชุดถังออกซิเจนใหม่ สิ่งที่ต้องตรวจไม่ได้มีแค่ขนาดถัง แต่รวมถึง เกจ์ออกซิเจนและตัวควบคุมอัตราการไหล สายต่อ และอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยด้วย ส่วนผู้ที่มีถังใช้งานอยู่แล้ว Queenmed ยังมี บริการเติมออกซิเจนทางการแพทย์ สำหรับวางแผนการใช้งานตามความจำเป็นของผู้ป่วย
หน้ากากออกซิเจนแต่ละแบบจึงไม่ได้แตกต่างกันเพียงรูปร่างหรืออุปกรณ์ที่ติดมาในชุด แต่แตกต่างกันที่วิธีและความเข้มข้นของการจ่ายออกซิเจน การเลือกให้เหมาะสมควรเริ่มจากชนิดหน้ากากและอัตราการไหลที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำไว้ แล้วจึงตรวจอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้การดูแลที่บ้านสอดคล้องกับแผนการรักษา
LINE ID : @queenmed
Email : Queenmedgroup@gmail.com
