เวลาเราซื้อถังออกซิเจนมาใช้งาน มันควรจะมีสิ่งที่ใช้ประกอบไปพร้อมกับตัวถังด้วย เพราะออกซิเจนถูกบรรจุอยู่ภายในด้วยแรงดันสูง จึงต้องมีอุปกรณ์ช่วยควบคุมก่อนส่งออกซิเจนไปยังผู้ใช้งาน หนึ่งในอุปกรณ์ที่เห็นติดอยู่บริเวณวาล์วถังคือ เกจ์ออกซิเจน ซึ่งหลายคนเรียกรวม ๆ ว่าเกจ์ถังออกซิเจน ทั้งที่ในชุดเดียวกันอาจมีทั้งตัวควบคุมแรงดัน หน้าปัดวัดแรงดัน และตัวปรับอัตราการไหลอยู่ด้วย การรู้ว่าแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไรจะช่วยให้ใช้งานและเลือกซื้อได้ตรงกับถังมากขึ้น
เกจ์ออกซิเจนคืออะไร และมีหน้าที่อะไรกับถังออกซิเจน?
เกจ์ออกซิเจน คืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับถังออกซิเจนเพื่อช่วยตรวจดูแรงดันภายในถัง และในชุดสำหรับใช้งานทางการแพทย์มักทำงานร่วมกับตัวปรับแรงดันและตัวควบคุมอัตราการไหล ก่อนส่งออกซิเจนจากถังไปยังผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม
คำว่า เกจ์ออกซิเจน ที่ใช้เรียกกันทั่วไปอาจหมายถึงทั้งตัวชุดที่ติดอยู่บริเวณวาล์วถัง แต่ถ้าแยกหน้าที่ให้ชัด ตัวเกจ์จริง ๆ คือหน้าปัดวัดแรงดันที่มีเข็มและตัวเลข ใช้ดูแรงดันภายในถัง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่า ออกซิเจนในถังยังเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ระหว่างการใช้งาน
สำหรับชุด เกจ์ถังออกซิเจน ที่ใช้กับ ถังออกซิเจนทางการแพทย์ โดยทั่วไปจะมีอุปกรณ์หลายส่วนทำงานร่วมกัน ได้แก่
- Pressure Gauge – หน้าปัดวัดแรงดัน ใช้ดูแรงดันภายในถัง เพื่อช่วยประเมินสถานะของออกซิเจนที่เหลือ
- Pressure Regulator – ตัวปรับลดแรงดัน ทำหน้าที่ลดแรงดันสูงจากภายในถังให้อยู่ในระดับที่เหมาะกับระบบจ่ายออกซิเจน
- Flowmeter – ตัวควบคุมอัตราการไหล ใช้กำหนดปริมาณออกซิเจนที่จ่ายออกมาเป็นลิตรต่อนาที
- Humidifier Bottle – กระปุกทำความชื้น พบในบางชุด ใช้ในกรณีที่ระบบให้ออกซิเจนต้องเพิ่มความชื้นก่อนส่งไปยังผู้ป่วย
จุดที่คนใช้ถังครั้งแรกมักสับสนคือ หน้าปัดเกจ์กับ Flowmeter ไม่ได้ทำหน้าที่เดียวกัน หน้าปัดเกจ์ใช้ดูแรงดันในถัง ส่วน Flowmeter ใช้ควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน แม้ทั้งสองส่วนจะติดอยู่ในชุดเดียวกันก็ตาม
เกจ์ถังออกซิเจนดูอย่างไรว่าออกซิเจนยังเหลืออยู่?
เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ แรงดันภายในถังจะลดลง และ เกจ์ถังออกซิเจน ช่วยให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้จากตำแหน่งของเข็มบนหน้าปัด แต่สิ่งที่เกจ์แสดงคือแรงดัน ไม่ได้แสดงตรง ๆ ว่าเหลือออกซิเจนอีกกี่ชั่วโมง
เวลามองหน้าปัดจึงควรดูพร้อมกันอย่างน้อย 3 จุด
- ตำแหน่งเข็ม ว่าแรงดันยังอยู่ในช่วงใช้งานหรือลดลงมาใกล้ช่วงต่ำ
- หน่วยบนหน้าปัด เพราะรูปแบบและสเกลของเกจ์แต่ละรุ่นอาจไม่เหมือนกัน
- การตอบสนองของเข็ม หากเข็มค้าง ไม่ขยับ หรือหน้าปัดเสียหาย ไม่ควรนำค่าที่เห็นไปตัดสินสถานะของถัง
แม้ ตำแหน่งเข็มบนเกจ์จะช่วยประเมินออกซิเจนที่เหลือในถัง ได้ แต่ระยะเวลาที่จะใช้ต่อได้จริงยังขึ้นอยู่กับ ขนาดถัง ปริมาณก๊าซที่เหลือ และอัตราการไหลที่กำลังใช้งาน ด้วย เพราะถังขนาดเล็กกับถังขนาดใหญ่ที่แสดงแรงดันใกล้กันไม่ได้หมายความว่าจะมีเวลาใช้งานเหลือเท่ากัน ดังนั้นหน้าปัดเกจ์เหมาะกับการใช้ติดตามสถานะของถังและวางแผนล่วงหน้า มากกว่ารอให้เข็มลงไปจนสุดแล้วค่อยจัดการเรื่องออกซิเจน
เลือกเกจ์ออกซิเจนแบบไหน ต้องเช็กอะไรให้เข้ากับถังที่มีอยู่?
เกจ์ออกซิเจนที่หน้าตาคล้ายกันไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะใช้ได้กับถังทุกใบ สิ่งแรกที่ควรเช็กก่อนซื้อก็คือการดู รูปแบบข้อต่อของถัง สเปกของตัว Regulator ช่วงอัตราการไหล และอุปกรณ์ที่รวมมาในชุด
ก่อนเลือกซื้อควรดูอย่างน้อย 4 เรื่องนี้
1. ข้อต่อตรงกับวาล์วของถังหรือไม่
หากมีถังอยู่แล้ว ควรแจ้งรุ่น ขนาด หรือลักษณะวาล์วให้ร้านตรวจสอบก่อน เพราะ Regulator และข้อต่อสำหรับออกซิเจนมีมาตรฐานและรูปแบบแตกต่างกัน อุปกรณ์ที่ใช้ควรออกแบบมาสำหรับระบบออกซิเจนโดยเฉพาะ
2. ปรับอัตราการไหลได้ในช่วงที่ต้องการหรือไม่
แต่ละรุ่นอาจรองรับช่วง Flow ต่างกัน จึงควรตรวจจากสเปกจริงของสินค้า ไม่ควรเลือกเพียงเพราะหน้าตาเหมือนเกจ์ที่ใช้อยู่
3. เป็นเฉพาะตัว Regulator หรือมาเป็นชุดพร้อมใช้
บางรุ่นมีเฉพาะชุดควบคุมแรงดัน ขณะที่บางชุดอาจมี Flowmeter กระปุกทำความชื้น สาย Cannula หรืออุปกรณ์สำหรับติดตั้งมาให้ด้วย การเปรียบเทียบราคาจึงควรดูสิ่งที่อยู่ในชุดควบคู่กัน
4. มีร้านที่ช่วยตรวจสอบความเข้ากันของอุปกรณ์หรือไม่
โดยเฉพาะคนที่มีถังอยู่แล้วแต่ไม่รู้รุ่นของเกจ์เดิม การให้ร้านตรวจสอบก่อนซื้อช่วยลดปัญหาได้มากกว่าการเลือกจากรูปสินค้าเพียงอย่างเดียว
อย่างชุด เกจ์ออกซิเจน AIRTECH ของ Queenmed ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ระบุว่าสามารถปรับอัตราการไหลได้ 1–15 ลิตร/นาที มีเกจ์วัดแรงดันและกระปุกน้ำทำความชื้น ส่วนอุปกรณ์ในชุดมีชุดเกจ์ สาย Cannula กระปุกน้ำ และประแจสำหรับถอดเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าก่อนซื้อควรดูรายละเอียดของทั้งชุด ไม่ใช่ดูแค่หน้าปัดเกจ์อย่างเดียว
ก่อนใช้เกจ์ออกซิเจน มีจุดไหนที่ควรตรวจให้เรียบร้อย?
ก่อนใช้งานไม่จำเป็นต้องแกะหรือทดสอบระบบภายในด้วยตัวเอง แต่ควรตรวจสภาพภายนอกให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีความผิดปกติที่เห็นได้ชัด
- กระจกหรือหน้าปัดเกจ์ไม่แตก
- เข็มไม่ได้ค้างผิดตำแหน่งหรือมีความเสียหายที่เห็นได้ชัด
- ตัว Regulator และข้อต่ออยู่ในสภาพสมบูรณ์
- Flowmeter และตัวปรับอัตราการไหลไม่มีส่วนที่แตกหรือหลวม
- สายออกซิเจนและอุปกรณ์ที่ต่อใช้งานไม่มีความเสียหาย
อีกเรื่องที่สำคัญคือบริเวณวาล์ว ข้อต่อ และ Regulator ของระบบออกซิเจนต้องไม่สัมผัสน้ำมันหรือจาระบี เพราะอุปกรณ์สำหรับออกซิเจนแรงดันสูงต้องใช้วัสดุและสภาพการใช้งานที่เหมาะกับออกซิเจนโดยเฉพาะ หากพบอุปกรณ์ชำรุดหรือมีความผิดปกติ ไม่ควรแกะ Regulator เพื่อซ่อมเองหรือใช้น้ำมันหล่อลื่นกับส่วนประกอบของชุด
ถ้าหากใช้งานแล้วพบว่าเข็มไม่ตอบสนอง Flowmeter ปรับไม่ได้ ตัวเกจ์เสียหาย หรือมีความผิดปกติบริเวณจุดต่อ ควรหยุดใช้งานและให้ผู้ขายหรือผู้ที่ดูแลอุปกรณ์ออกซิเจนตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้
สำหรับกรณีที่ตัวเกจ์ยังทำงานปกติ แต่แรงดันลดลงเพราะออกซิเจนภายในถังถูกใช้งานไปตามปกติ Queenmed มี บริการเติมออกซิเจนทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับถังมาตรฐานทางการแพทย์ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงถังขนาดใหญ่ ส่วนผู้ที่กำลังจัดชุดใหม่สามารถเลือกทั้งถังและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจาก Queenmed ให้ตรงกับลักษณะการใช้งานได้ โดยเฉพาะหากมีถังเดิมอยู่แล้วควรแจ้งรายละเอียดถังให้ทีมงานตรวจสอบว่าเกจ์รุ่นใดใช้งานร่วมกันได้เหมาะสมกว่า
LINE ID : @queenmed
Email : Queenmedgroup@gmail.com
