หายใจไม่เต็มปอด

เหนื่อยง่าย ถอนหายใจบ่อย เกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุของอาการ “หายใจไม่เต็มปอด” ที่ควรรู้

อาการ หายใจไม่เต็มปอด ไม่ใช่ชื่อโรคที่เรียกกันโดยตรง แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ไปจนถึงโรคของปอด หัวใจ หรือภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียวว่าเป็นโรคอะไร

ที่สำคัญ ความรู้สึกว่าหายใจได้ไม่เต็มที่ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนเสมอไป บางคนมีค่าออกซิเจนอยู่ในระดับปกติ แต่มีรูปแบบการหายใจที่เร็วและตื้นจากความเครียด ขณะที่บางคนมีค่าออกซิเจนลดลงโดยไม่รู้สึกเหนื่อยมากก็ได้ จึงต้องดูทั้งอาการ ประวัติสุขภาพ และผลตรวจร่วมกัน

หายใจไม่เต็มปอด เหนื่อยง่าย ถอนหายใจบ่อย เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

อาการหายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่สุดหรือรู้สึกว่าต้องถอนหายใจบ่อย อาจเกิดไม่บ่อยหรือเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว บางครั้งก็จะค่อย ๆ เป็นมากขึ้นตามระยะเวลาของโรค สาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้

1.โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ

ปอดทำหน้าที่นำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและระบายคาร์บอนไดออกไซด์ออก เมื่อทางเดินหายใจตีบ มีการอักเสบ หรือเนื้อปอดแลกเปลี่ยนก๊าซได้ไม่ดี จึงอาจทำให้รู้สึกเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือแน่นหน้าอกขึ้นมา

โรคที่เกี่ยวข้อง

  • ปอดอักเสบ มักมีไข้ ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยร่วมด้วย
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD พบได้บ่อยในผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสัมผัสฝุ่นและควันเป็นเวลานาน
  • โรคหอบหืด อาจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก และหายใจลำบากเป็นช่วง ๆ
  • หลอดลมอักเสบ พังผืดในปอด หรือโรคที่ทำให้เนื้อปอดทำงานลดลง

โรคปอดบางชนิดมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยจึงอาจเริ่มจากเหนื่อยเวลาเดินเร็วหรือขึ้นบันได ก่อนจะเหนื่อยจากกิจกรรมที่เบาลงเรื่อย ๆ

2.โรคหัวใจ

หัวใจและปอดต้องทำงานร่วมกันในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย หากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี เลือดและของเหลวอาจคั่งบริเวณปอด ทำให้รู้สึกหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย หรือไม่สามารถนอนราบได้ตามปกติ

อาการที่อาจพบร่วมกัน

  • ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • ขาบวม เท้าบวม
  • เหนื่อยมากเมื่อนอนราบ
  • ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะหายใจไม่ออก

โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ไม่ควรมองว่าอาการเหนื่อยเป็นเพียงผลจากอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

3.ภาวะโลหิตจาง

โลหิตจาง เกิดจากจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินไม่เพียงพอ ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ผู้ที่มีภาวะนี้จึงอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แม้ค่าออกซิเจนที่วัดจากปลายนิ้วอาจยังไม่ต่ำ

อาการที่มักพบร่วมกัน ได้แก่ หน้าซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ และไม่มีแรง หากสงสัยจำเป็นต้องตรวจเลือด ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการหายใจไม่อิ่มเพียงอย่างเดียว

หายใจไม่เต็มปอด

4.ความเครียด วิตกกังวล และแพนิค

เมื่อรู้สึกเครียดหรือตกใจ ร่างกายอาจหายใจเร็วและตื้นโดยไม่รู้ตัว จนเกิดความรู้สึกว่าอากาศเข้าไม่พอ ต้องสูดลมหายใจแรง ๆ หรือถอนหายใจซ้ำ ๆ บางคนอาจมีอาการมือชา ใจสั่น เวียนศีรษะ แน่นคอ หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลมร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปเองทันทีว่าเกิดจากความเครียด โดยเฉพาะเมื่อเป็นครั้งแรก อาการรุนแรงขึ้น หรือมีโรคประจำตัว เพราะโรคหัวใจและโรคปอดก็ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

5.ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ

ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ หรือ Hypoxemia อาจทำให้หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ สับสน หรือริมฝีปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้ สาเหตุอาจมาจากโรคปอด การติดเชื้อรุนแรง ปัญหาหัวใจ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติ

สิ่งที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีค่าออกซิเจนลดลงโดยไม่ได้รู้สึกเหนื่อยรุนแรง ดังนั้นผู้ที่แพทย์ให้ติดตามอาการที่บ้านควรวัดค่าออกซิเจนตามแผนการรักษา ไม่ควรรอให้เหนื่อยมากก่อนจึงตรวจ

6.ภาวะหลังจากติดเชื้อทางเดินหายใจ

หลังหายจากไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โควิด-19 หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ ผู้ป่วยบางคนอาจยังมีอาการไอ เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด หรือรู้สึกว่าออกแรงได้น้อยลง

อาการอาจเกิดจากการอักเสบที่ยังไม่หายสนิท กล้ามเนื้ออ่อนแรงหลังพักเป็นเวลานาน หรือภาวะหลังการติดเชื้อ เช่น Long COVID หากอาการไม่ค่อยดีขึ้น เป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

อาการหายใจไม่เต็มปอด

อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้?

หากตัวคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มมีอาการ หายใจไม่เต็มปอด ลองเช็กสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ได้ เพราะสิ่งที่ร่างกายส่งสัญญาณออกมาอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรลังเลที่จะไปโรงพยาบาล

  • เหนื่อยแม้กระทั่งพักอยู่เฉย ๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ได้ออกแรง แต่กลับรู้สึกหอบเหนื่อย
  • เจ็บ แน่น หรือแน่นอึดอัดบริเวณหน้าอก โดยเฉพาะถ้ามีอาการร้าวไปที่แขนหรือหลัง
  • ริมฝีปาก เล็บ หรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำ/เขียว สัญญาณชัดเจนว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนอย่างหนัก
  • ค่าออกซิเจนปลายนิ้วต่ำกว่า 95% (เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว)
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม เกิดจากออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ
  • หายใจลำบากเวลานอนราบ ต้องนอนหนุนหมอนสูง ๆ หรือต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ

ข้อสังเกต: หากพบว่ามีอาการข้างต้นร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกี่ยวกับระบบหัวใจหรือปอดล้มเหลวเฉียบพลัน

วิธีดูแลตัวเองเมื่อรู้สึกหายใจไม่เต็มปอด และการฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ

สำหรับผู้ที่มีเพิ่งเริ่มมีอาการหรือแสดงอาการออกมาเบา ๆ หรืออยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย การปรับพฤติกรรมประจำวันสามารถช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น ดังนี้

  1. ฝึกการหายใจให้ถูกวิธี ลองฝึก “หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ ให้ท้องพอง แล้วค่อย ๆ พ่นลมหายใจออกทางปากช้า ๆ ให้ท้องแฟบ” วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพปอดและลดความวิตกกังวล
  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เดินเบา ๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อช่วยขยายปอดและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด (ค่อย ๆ ทำตามกำลังร่างกายที่ไหว ไม่ควรหักโหม)
  3. เลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้รู้สึกหายใจไม่ได้หรือหายใจได้ไม่เต็มที่ เช่น ควันบุหรี่ ควันรถ และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นตัวการทำลายเนื้อปอดโดยตรง
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนนับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างกายและปอดได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเอง
  5. ติดตามค่าออกซิเจนปลายนิ้ว สังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเป็นประจำ
  6. การใช้ออกซิเจนบำบัด ในกรณีของผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะพร่องออกซิเจน การได้รับออกซิเจนบำบัดเพิ่มเติมอย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดการทำงานหนักของหัวใจและปอด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากแพทย์แนะนำให้ออกซิเจนบำบัด ควรเลือกอุปกรณ์แบบไหน?

หากได้รับคำแนะนำจากแพทย์แล้วว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ออกซิเจนที่บ้าน การเลือกอุปกรณ์ให้ตรงกับสภาวะร่างกายและ lifestyle ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

  • เครื่องผลิตออกซิเจน: จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้ออกซิเจนเป็นประจำต่อเนื่องที่บ้าน ทำงานด้วยการเสียบปลั๊ก สะดวก ไม่ต้องคอยยกไปเติมก๊าซ
  • ถังออกซิเจน: เหมาะกับกรณีสำรองไว้ใช้ยามไฟดับ หรือต้องการพาผู้ป่วยเดินทางเคลื่อนย้ายระยะสั้น
  • เลือกขนาดกี่ลิตรดี?: เช็กขนาดของถังออกซิเจนกับเครื่องผลิตออกซิเจนการจ่ายออกซิเจน (เช่น 3 ลิตร, 5 ลิตร หรือ 10 ลิตรต่อนาที) ต้องเลือกตามปริมาณที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรปรับปริมาณเองตามใจชอบ
  • การติดตั้งและใช้งานอย่างปลอดภัย: ต้องตั้งเครื่องในบริเวณที่ระบายอากาศได้ดี ห่างจากความร้อน สารเคมี และห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณใกล้เคียงเด็ดขาด

การดูแลระบบทางเดินหายใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็กอาการเบื้องต้น หรือการเลือกใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ถูกต้อง ปลอดภัย และตรงตามหลักการรักษา

เลือกอุปกรณ์ให้ตรงกับคำแนะนำของแพทย์ สำคัญกว่าการเลือกเครื่องที่ใหญ่ที่สุด

สำหรับครอบครัวที่ได้รับคำแนะนำให้เตรียมอุปกรณ์ออกซิเจนไว้ดูแลผู้ป่วย การมีข้อมูลจากแพทย์ให้ชัดเจนก่อนเลือกซื้อจะช่วยลดความผิดพลาดได้มาก ทั้งอัตราการไหล จำนวนชั่วโมงที่ต้องใช้ และลักษณะการใช้งานว่าใช้ประจำที่บ้าน ใช้ระหว่างเดินทาง หรือต้องมีถังสำรอง

Queenmed Group มีทั้งเครื่องผลิตออกซิเจน ถังออกซิเจน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหลายขนาด ผู้ดูแลสามารถนำข้อมูลการใช้ออกซิเจนที่แพทย์ระบุมาให้ทีมงานช่วยเปรียบเทียบรุ่น ตรวจสอบอุปกรณ์ประกอบ และวางแผนการใช้งานได้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงสอบถามเรื่องการติดตั้ง การรับประกัน และบริการหลังการขายก่อนตัดสินใจ

เพราะอุปกรณ์ที่เหมาะสมที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่ใหญ่หรือราคาสูงที่สุด แต่ควรเป็นอุปกรณ์ที่จ่ายออกซิเจนได้ตรงตามแผนการรักษา ใช้งานได้ปลอดภัย และมีทีมดูแลเมื่อเกิดปัญหาระหว่างใช้งาน

หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ หากมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ริมฝีปากเขียว สับสน หรืออาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ควรติดต่อหน่วยฉุกเฉินหรือเดินทางไปโรงพยาบาลทันที

QueenMed Group

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *