การมีถังออกซิเจนอยู่ที่บ้านไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำถังมาใช้กับผู้ป่วยได้ทันที เพราะออกซิเจนภายในถังถูกเก็บไว้ภายใต้แรงดันสูง ก่อนส่งไปยังผู้ใช้งานจึงต้องมีอุปกรณ์เฉพาะสำหรับลดแรงดัน ควบคุมอัตราการไหล และนำออกซิเจนจากตัวถังไปถึงผู้ป่วยอย่างเหมาะสมอย่าง อุปกรณ์ถังออกซิเจน ที่ต้องเตรียมให้พร้อมใช้กับถัง จึงเป็นอุปกรณ์ที่แทบทุกชุดต้องมี และส่วนเสริมที่เลือกตามลักษณะการใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างให้ครบแต่เพียงเลือกซื้อตามความเหมาะสมก็เพียงพอ
ไม่มีอุปกรณ์ถังออกซิเจน มีถังออกซิเจนอย่างเดียว ใช้งานได้เลยหรือไม่?
หากมีแค่ถังอย่างเดียวบอกได้เลยว่า ยังไม่พอ หากเป็นถังที่ยังไม่มีชุดควบคุมการจ่ายออกซิเจนติดตั้งอยู่ เพราะก๊าซภายในถังมีแรงดันสูง ไม่สามารถต่อสายแล้วส่งเข้าสู่ผู้ป่วยโดยตรงได้ ระบบจ่ายออกซิเจนจากถังโดยทั่วไปจะเริ่มจากตัวถังและวาล์ว ผ่านตัวลดแรงดันและอุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหล ก่อนต่อไปยังสายและอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยใช้หายใจ เช่น Nasal Cannula หรือหน้ากากออกซิเจน WHO ระบุว่าการจ่ายออกซิเจนจากถังโดยตรงมักใช้ Pressure Regulator ร่วมกับ Flowmeter และอาจใช้ Humidifier ตามความเหมาะสมของระบบนั้น ๆ
ถ้ากำลังคิดจะเลือก ถังออกซิเจนทางการแพทย์ ใหม่ จึงควรสอบถามรายละเอียดให้ดีก่อนว่าสินค้าที่ซื้อไป เป็นเฉพาะตัวถังหรือเป็นชุดพร้อมใช้งาน เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ระบบพื้นฐานจะเรียงประมาณนี้
ถังออกซิเจน → Regulator / เกจ์ → Flowmeter → สายออกซิเจน → Cannula หรือหน้ากาก → ผู้ป่วย
อุปกรณ์ถังออกซิเจนส่วนไหนที่ควรมีติดไว้เป็นพื้นฐาน?
ถ้าจะแยกของที่ต้องเตรียมให้เข้าใจง่าย ควรเช็กของให้ดีก่อนกดสั่งซื้อ ไม่ดูแค่ว่าของรวมอยู่ในกล่องเดียวกัน
| อุปกรณ์ | หน้าที่ |
|---|---|
| Pressure Regulator | ลดแรงดันสูงจากภายในถังให้อยู่ในระดับที่นำมาใช้งานได้ |
| Pressure Gauge | แสดงแรงดันภายในถัง ใช้ประกอบการประเมินสถานะของก๊าซที่เหลือ |
| Flowmeter | ควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนเป็นลิตรต่อนาที |
| สายออกซิเจน | นำออกซิเจนจากชุดจ่ายไปยังผู้ป่วย |
| Nasal Cannula หรือหน้ากาก | เป็นอุปกรณ์ปลายทางที่ส่งออกซิเจนเข้าสู่ทางเดินหายใจ |
| Humidifier Bottle | ใช้เพิ่มความชื้นในระบบที่กำหนดให้ใช้ ไม่ได้จำเป็นกับทุกกรณี |
| รถเข็นหรืออุปกรณ์ยึดถัง | ช่วยตั้งและเคลื่อนย้ายถังให้เหมาะสม โดยเฉพาะถังขนาดกลางและใหญ่ |
จุดสำคัญคือ Regulator, Gauge และ Flowmeter ไม่ใช่อุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน แม้ในสินค้าบางรุ่นจะถูกประกอบอยู่ในชุดเดียวกัน หากยังไม่คุ้นกับแต่ละส่วน การเข้าใจ เกจ์ออกซิเจนและตัวควบคุมการจ่ายออกซิเจน ก่อนจะช่วยให้รู้ว่าหน้าปัดไหนใช้ดูแรงดัน และส่วนไหนใช้ตั้งอัตราการไหล โดยไม่เผลอปรับผิดตำแหน่ง
จากเกจ์ไปถึงผู้ป่วย ต้องเตรียมสายและอุปกรณ์ปลายทางอะไรบ้าง?
หลังจากออกซิเจนถูกลดแรงดันและควบคุมอัตราการไหลแล้ว จะต้องมีสายเพื่อส่งออกซิเจนไปยังอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยใช้จริง โดยอุปกรณ์ปลายทางที่พบได้บ่อยคือ สายให้ออกซิเจนทางจมูก หรือ Nasal Cannula และ หน้ากากออกซิเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านต้องซื้อทั้งสองแบบเตรียมไว้พร้อมกัน
ชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้ควรตรงกับแผนการให้ออกซิเจนของผู้ป่วย เพราะ Nasal Cannula กับหน้ากากแต่ละประเภทมีลักษณะการจ่ายออกซิเจนต่างกัน และ หน้ากากออกซิเจนแต่ละแบบ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใช้แทนกันได้ทุกกรณี โดยเฉพาะ Simple Mask, Reservoir Mask และ Venturi Mask ที่มีหลักการใช้งานต่างกัน NHS ก็ระบุว่าออกซิเจนที่บ้านสามารถส่งให้ผู้ป่วยผ่าน Nasal Cannula หรือหน้ากากตามอุปกรณ์และแผนที่กำหนดไว้
ก่อนเปิดใช้งาน เช็กอุปกรณ์จากหัวถังไปถึงผู้ป่วยให้ครบ
เมื่อเตรียมของครบแล้ว ยังไม่ควรรีบเปิดถังทันที ลองไล่ดูทีละจุดก่อน เพราะปัญหาหลายอย่างมองเห็นได้จากภายนอกโดยไม่ต้องแกะหรือซ่อมอุปกรณ์เอง
- ตัวถังและวาล์ว ไม่มีรอยกระแทกรุนแรง สนิม หรือความเสียหายผิดปกติ
- ชุดเกจ์ หน้าปัดไม่แตก ข้อต่ออยู่ในสภาพเรียบร้อย และติดตั้งตรงกับวาล์วของถัง
- Flowmeter อยู่ในสภาพใช้งานได้ และเตรียมตั้งตามอัตราการไหลที่กำหนดไว้
- สายออกซิเจน ต่อแน่น ไม่พับ ไม่แตกร้าว และไม่ถูกของหนักทับ
- Cannula หรือหน้ากาก เป็นชนิดที่ผู้ป่วยต้องใช้และอยู่ในสภาพสะอาด
- กระปุกทำความชื้น หากระบบนั้นต้องใช้ ให้ติดตั้งและดูแลตามคำแนะนำของอุปกรณ์
- ตำแหน่งวางถัง ต้องมั่นคง ไม่ขวางทางเดิน และอยู่ห่างจากบุหรี่ เปลวไฟ ความร้อน น้ำมันและจาระบี
โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่ง ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนต่อสาย เพราะ การวางถังออกซิเจนที่บ้าน ไม่ควรเลือกเพียงมุมที่ใกล้เตียงที่สุด แต่ต้องดูว่าถังมีโอกาสถูกชนหรือล้มง่ายหรือไม่ และบริเวณนั้นมีแหล่งความร้อนหรือเปลวไฟอยู่ใกล้หรือเปล่า ออกซิเจนไม่ได้ติดไฟเอง แต่ทำให้สิ่งอื่นเผาไหม้ได้รุนแรงขึ้น จึงต้องระวังเรื่องไฟเป็นพิเศษ
มีถังอยู่แล้ว จะเลือกอุปกรณ์เพิ่มอย่างไรไม่ให้ซื้อผิด?
ถ้ามีถังอยู่ที่บ้านแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่สั่งเกจ์จากหน้าตาที่ดูเหมือนกัน แต่ควรเช็ก ขนาดถังและลักษณะวาล์วที่ใช้อยู่ ก่อน เพราะข้อต่อของ Regulator ต้องตรงกับถัง WHO เองก็ระบุว่าการเลือกตัวปรับแรงดันสำหรับถังเดิมต้องตรวจทั้งชนิดข้อต่อ ช่วงแรงดัน และความเหมาะสมกับก๊าซทางการแพทย์ที่จะใช้งาน
สำหรับถังที่จำหน่ายโดย Queenmed ปัจจุบันมีขนาด 0.5, 1.5, 2 และ 6 คิว สำหรับใครที่ต้องการใช้อุปกรณ์ที่ครบชุด Queenmed มี ชุดเกจ์ออกซิเจน AIRTECH ซึ่งในชุดมีเกจ์ สาย Cannula กระปุกทำความชื้น และประแจสำหรับถอดเปลี่ยน โดยตัวชุดสามารถปรับอัตราการไหลได้ 1–15 ลิตรต่อนาที
สิ่งที่ควรทำหากมีถังเดิมอยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าใช้ชุดไหน คือแจ้งขนาดถัง รุ่น หรือส่งภาพวาล์วให้ทีม Queenmed ตรวจสอบก่อนซื้ออุปกรณ์เพิ่ม จะตรงกว่าการเลือกจากรูปสินค้าเพียงอย่างเดียว และหากใช้งานไปจนแรงดันในถังลดลง ก็สามารถวางแผน เติมออกซิเจนทางการแพทย์กับ Queenmed ได้ โดยบริการปัจจุบันเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและรองรับถังหลายขนาด
LINE ID : @queenmed
Email : Queenmedgroup@gmail.com
